🧡 ภาพบรรยากาศ สสส. เปิดบ้านต้อนรับผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนการควบคุมยาสูบของไทย และต่อยอดความร่วมมือระดับนานาชาติมาฝากกันค่ะ

🤝 โดยได้รับเกียรติจาก
🔸 นายแอนดรูว์ แบล็ก (Mr. Andrew Black) หัวหน้าสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC)
🔸 ศ.ดร.นันทวรรณ วิจิตรวาทการ ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้ WHO FCTC ด้านมาตรา 5.3
🔸 นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส.
🔸 ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส.

พร้อมคณะผู้แทนจากสำนักเลขาธิการฯ และเครือข่ายศูนย์ความรู้ระดับโลก รวม 17 ท่าน

🌟 WHO FCTC ชื่นชม สสส. เป็นต้นแบบความเป็นเลิศระดับโลกด้านการสร้างเสริมสุขภาพ!

💚 นายแอนดรูว์ แบล็ก กล่าวชื่นชมโมเดลการทำงานของ สสส. พร้อมระบุว่า การที่ สสส. ได้รับรางวัลเนลสัน แมนเดลา เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ในปี 2564 ถือเป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่ง และยกให้ สสส. เป็นต้นแบบที่รัฐบาลประเทศอื่น ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ พร้อมชื่นชมความก้าวหน้าของประเทศไทยด้านการควบคุมยาสูบ โดยเน้นย้ำว่า สสส. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จที่เกิดขึ้น

💰 อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือ กลไกเงินทุนที่เพียงพอและยั่งยืน ซึ่งช่วยให้ สสส. สามารถขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับหลักการของ WHO FCTC ที่ให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการควบคุมยาสูบ

✨ นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ สสส. ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ตอกย้ำบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพ และเป็นต้นแบบการทำงานที่สามารถต่อยอดสู่ความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนค่ะ

จากซ้าย น.พ. ไพโรจน์ เสาร์น่วม รองผจกสสส. น.พ. ผจกสสส. ศาสตราจารย์ นันทวรรณ วิจิตวาทการ ผอก.ศูนย์ความรู้มาตรา 5.3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายAndrew Black เลขาธิการสำนักงานอนุสัญญาควบคุมยาสูบฯ และ Dr.Tibor Szilagyi ผู้ช่วยเลขาธิการฯ ณสำนักงานสสส. วันที่ 16 ตุลาคม 2569

#ติดตามการปฏิรูปประเทศกับหมอชูชัย
https://www.facebook.com/share/p/19pUPbLu2e/

‘ผู้จัดการสสส.’ ร่อนจม.เปิดผนึกปลุกภาคี ร่วมกันปกป้อง ‘กลไกภาษีบาป’ สร้างเสริมสุขภาพ
https://www.thaipost.net/x-cite-news/1083784/

ติดตามการปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิ

https://www.facebook.com/100068616271602/posts/pfbid02uaSyWTqtKnyrDsTYBrjaSAJrLNvHhp52Ktuo4bgQKzrnQtTuNDgJKVtkynJrTu2Pl/?d=n

 

เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเสนอให้ยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) หรือภาษีบาป โดยให้ไปใช้งบประมาณปกติ อ้างเหตุผลให้เป็นไปตามหลักวินัยการเงินการคลังว่า การดำเนินงานของทั้ง 4 กองทุน ที่ได้รับภาษีบาป รวมถึงกองทุนสำนับสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยืนยันว่า ไม่ขัดกับหลักวินัยทางการเงินการคลัง และรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 26 ไม่ให้เสนอกฎหมายที่เก็บอัตราภาษีเพิ่มพิเศษเพื่อไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์โดยไม่นำส่งรายได้แผ่นดิน แต่มาตรา 82 ก็เขียนยกเว้นไว้ว่า กฎหมายที่มีการกำหนดไว้แล้วถือว่าทำได้ แสดงว่าคนร่างกฎหมายขณะนั้นมองว่า Earmarked Tax ทั้งกองทุน สสส. กองทุนกีฬา กองทุนผู้สูงอายุ และไทยพีบีเอส มีความสมเหตุสมผล

“ร่างฉบับนี้ต้องการเอื้อให้นายทุน ทำให้ภาษีที่เก็บเพิ่มจากปกติ 2% คืนกลับไปสนับสนุนทุนสุรา แอลกอฮอล์ และยาสูบ มีแต่ธุรกิจที่ได้ประโยชน์ อีกส่วนคือการเมือง เพราะภาพรวมทุกวันนี้รัฐบาลควบคุมได้เกือบทั้งหมด ถ้าสามารถคุมประชาชนได้อีกส่วนหนึ่งก็จะเบ็ดเสร็จ นี่เป็น Hidden Agenda ของรัฐบาล ส่วนคนเสียประโยชน์คือสังคมและประชาชน เพราะการเขียนให้เข้าสู่ระบบงบปกติ เป็นการทำลาย Ecosystem ของกองทุนที่สร้างระบบเชิงภูมิคุ้มกันป้องกัน นำไปสู่การติดเหล้าบุหรี่มากขึ้น ที่สำคัญวิกฤตสุขภาพโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ก็จะสร้างภาระกับรัฐมากขึ้น”… สามารถติดตามต่อได้ที่ :

https://www.dailynews.co.th/news/6247709/…

ติดตามการปฏิรูปประเทศกับหมอชูชัย

https://www.facebook.com/100044866014352/posts/pfbid0LgmNQYUTdu7cFmaGYj7zeLqoKCiZHHBTwANNJAFupSmpRtjMeKaxG4B7v8rNG61El/?d=n